ล่าสุด!!! วีซ่าเชงเก้น 2018 – ขั้นตอนการขอวีซ่าเชงเก้นจากประเทศสวีเดนอย่างละเอียด

ที่ห่างหายไปนานไม่ได้ไปไหนนะคะ พอดีที่ผ่านมาก็ยุ่งกับเอกสารยื่นวีซ่าพาเจ้าตัวแสบกลับบ้านนอกสวีเดนค่ะ พอวีซ่าผ่านก็โล่งใจ…เลยถือเอาประสบการณ์มาบอกต่อค่ะ

เมื่อวันก่อนหาข้อมูลการยื่นวีซ่าเชงเก้นประเทศสวีเดนจากหลายๆเว็บ แต่ข้อมูลที่ได้แต่ละครั้งนั้นเป็นข้อมูลที่ไม่อัพเดทเพราะไม่มีใครเขียนสักเท่าไหร่นัก อาจจะเป็นเพราะว่าสวีเดนอาจจะยังไม่เป็นประเทศยอดฮิตของนักท่องเที่ยว ดังนั้นจึงตั้งใจเอาไว้ว่าถ้าได้วีซ่าเชงเก้นมาแล้วก็ตั้งใจที่จะเอาประสบการณ์มาบอกต่อ เผื่อมีใครจะวางแผนไปเที่ยวในปีนี้ ก็จะได้มีการเตรียมเอกสารให้ถูกต้องตามหลักเกณฑ์การพิจารณาของสถานทูต และไม่ถูกปฏิเสธให้เสียความรู้สึกค่ะ

 

วีซ่าเชงเก้น (Schengen Visa) เป็นวีซ่าระยะสั้น ที่ใช้พำนักอยู่ในกลุ่มเชงเก้นไม่เกิน  90 วัน และมีจุดประสงค์เพื่อ
1   ท่องเที่ยว 
2   เยี่ยมเยียนมิตรสหาย (รวมถึงคู่รัก) 
3   เยี่ยมเยือน ญาติ
4   ติดต่อธุรกิจการค้าหรือการประชุม
เอกสารที่ใช้ยื่นก็จะมีความแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับจุดประสงค์ในการเยือน และสถานทูตประเทศต่างๆที่อยู่ในขอบเขตของเชงเก้นเป็นหน่วยงานที่มีอำนาจในการคัดกรองและออกวีซ่าให้กับผู้ไปเยือน
จุดประสงค์ที่เราจะไปประเทศสวีเดนคือ จะพาคุณลูก (คนสวีเดน) ไปเยี่ยมครอบครัวทางฝั่งของคุณพ่อค่ะ ซึ่งจริงๆแล้วจุดประสงค์ก็ยังไม่ชัดเจนเพราะอยู่ระหว่างไปท่องเที่ยวหรือไปเยี่ยมญาติ ในเคสของเราไม่ได้ไปพักอาศัยอยู่กับคุณพ่อค่ะ เลยตัดสินใจยื่นขอวีซ่าเชงเก้นเพื่อการท่องเที่ยวดีกว่า เพราะสะดวกที่สุด แต่บอกเลยเอกสารต้องเป๊ะค่ะ ไม่งั้นวีซ่าโดนปฏิเสธโดยง่าย (เคยโดนมาแล้ว เสียใจ T_T) เอกสารหลักตาม check list ที่จะต้องมี ก็เป็นหางว่าวตามรายการด้านล่างเลยค่ะ
• แบบฟอร์มการขอวีซ่าเชงเก้น
อันนี้จะต้องกรอกเอกสารให้ครบถ้วนชัดเจน และลงลายมือชื่อให้เหมือนในหนังสือเดินทาง เพื่อความสวยงาม สะดวก และเป็นระเบียบ เราสามารถกรอกแบบฟอร์มก่อนที่จะปริ๊นท์ออกมาได้ค่ะ แต่ถ้าใครคัดลายมือได้สวย จะลงมือเขียนเอาเองก็ไม่ว่ากัน
• รูปถ่ายสี 1 ใบ ขนาด (45mm x 35mm)
อันนี้ไม่ต้องเตรียมไปค่ะ เพราะว่าทาง VFS จะถ่ายรูปและเก็บลายนิ้วมือเป็นข้อมูลไบโอเมตริก ด้วยเหตุนี้ผู้ที่ขอวีซ่าจะต้องเข้าไปยื่นเอกสารด้วยตัวเอง
 หนังสือเดินทางเล่มจริง 
ต้องมีอายุเหลืออย่างน้อย 3 เดือนนับจากวันสุดท้ายที่ท่านเดินทางออกจากประเทศในกลุ่มเชงเก้น  และใครที่เหลือหน้าน้อยๆ (คือน้อยกว่า 2 หน้า) จะต้องไปทำหนังสือเดินทางเล่มใหม่ ถึงแม้ว่าจะยังไม่หมดอายุก็ตาม แนะนำให้ตรวจสอบให้ละเอียดก่อนยื่นนะคะ
• หนังสือเดินทางเล่มเก่า และวีซ่าที่เคยได้รับจากประเทศในกลุ่มเชงเก้น
อันนี้ใช้แค่ตัวสำเนา หากใครไม่เคยเข้าไปเหยียบเชงเก้นเลยแต่มีการตรวจลงตราหรือวีซ่าของประเทศอื่นๆ แนะนำให้ถ่ายแนบไปด้วยค่ะ เพื่อให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าเราก็เคยเดินทางออกจากประเทศบ้างนะ อย่างไรก็ตามอันนี้เป็นแค่เอกสารประกอบการพิจารณาของเจ้าหน้าที่สถานทูตเท่านั้น ใครที่เคยไปประเทศในกลุ่มเชงเก้นยังถูกปฏิเสธการให้วีซ่าก็มี (อย่างเราเป็นต้น)
• ค่าธรรมเนียมการขอวีซ่า 
จ่ายที่ VFS เลยค่ะ รับเงินสดเท่านั้นนะคะ ส่วนราคา ณ วันที่ 6 ก.พ. จะอยู่ที่  3105 บาท
• หนังสือรับรองการทำงาน หรือ สัญญาการว่าจ้างงานต้นฉบับ 
เอกสารนี้สำคัญ เพราะเป็นเอกสารใบหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่าเรายังมีภาระหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบในประเทศไทย อันนี้ต้องระบุตำแหน่งงาน ระยะเวลาของสัญญาว่าจ้าง อัตราเงินเดือนที่ได้รับ และระบุรายละเอียดจากนายจ้างว่าอนุญาตให้ลาได้เป็นระยะเวลานานเท่าไหร่ ส่วนใหญ่ฝ่ายบุคคลแต่ละหน่วยงานจะมีแบบฟอร์มของตัวเองอยู่แล้วค่ะ แต่ตรงนี้อยากเพิ่มเติมให้ใส่ใบลาหรือว่าปฏิทินวันหยุดของบริษัท เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือว่าชั้นได้รับอนุญาตให้ไปเที่ยวละนะ แล้วก็จะกลับมาทำงานหลังจากเวลาที่กำหนด
• ในกรณีที่ประกอบอาชีพอิสระ หรือ เป็นเจ้าของธุรกิจ 
อันนี้เราไม่ถนัดเท่าไหร่เพราะไม่มีธุรกิจของตัวเอง แต่แนะนำว่าให้แสดงสำเนาเอกสารจดทะเบียนบริษัท จดทะเบียนพานิชย์จากกรมการค้าภายใน หรือเอกสารรับรองการถือหุ้นส่วน และหลักฐานรายได้ต่อปี ยังไงให้ผู้รู้เข้ามาตอบอีกทีนะคะ
• ในกรณีนักเรียน 
หนังสือรับรองจากโรงเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ จะเดินทางในช่วงเวลาปิดภาคการศึกษา และจะต้องแนบเอกสารที่รับรองว่าเข้ารับการลงทะเบียนเรียนในภาคการศึกษาถัดไปแล้วด้วย อันนี้คนที่ไม่ได้เรียนก็ข้ามไปข้อถัดไปเลยค่ะ
• หลักฐานการเงินที่เพียงพอสำหรับค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และการพำนักอยู่ชั่วคราวตลอดระยะเวลาในต่างประเทศ 
ได้แก่ สำเนาสมุดบัญชีเงินฝากหรือหนังสือรับรองจากธนาคารย้อนหลัง 6 เดือน ค่าใช้จ่ายในแต่ละวันที่กำหนดคือ 450 โครน (ประมาณ 1755 บาท) ต่อวัน อันนี้ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของเราว่าจะอยู่นานสักแค่ไหน แต่อย่างน้อยควรจะมีเงินในบัญชีอยู่ 5 หลักกลางๆ หรือปลายๆ เพื่อเพิ่มความน่าเชื่อถือค่ะ (ครั้งก่อนขอวีซ่ามีเงินในบัญชีอยู่ 19000 บาท ไปเที่ยวยุโรป 14 วัน แม้ว่าจะซื้อตั๋วเอาไว้แล้ว แลกเงินติดตัวไว้แล้ว แต่เจ้าหน้าที่ไม่ได้ดูตรงนั้นก็เลยโดนปฏิเสธวีซ่ามาอย่างไม่ทันตั้งตัว)  และหากใครมีสปอนเซอร์ก็จะต้องแนบหนังสือรับรอง พร้อมทั้งรายการเดินบัญชีของจากสปอนเซอร์ด้วยค่ะ
• สำเนาการจองที่พัก/โรงแรม 
แนะนำให้จองแบบยกเลิกได้ตามเว็บดังๆ เช่น https://www.booking.com/   เผื่อว่าวีซ่าไม่ได้รับการอนุมัติเราก็ยังยกเลิกได้ทัน หากใครมั่นใจในรายการเดินบัญชี ที่สวยงามก็สามารถจองโรงแรมราคาถูกล่วงหน้าได้โดยไม่เสียโอกาส อันนี้ขึ้นอยู่กับวิจารณญาณของแต่ละคนนะคะ
• สำเนาการจองตั๋วเครื่องบินทั้งเที่ยวไปและกลับ 
จริงๆแล้วไม่ควรจะจ่ายเงินค่าตั๋วเครื่องบิน ก่อนที่วีซ่าจะได้รับการอนุมัติ เราสามารถขอให้บริษัทขายตั๋วออกตั๋วชั่วคราวเพื่อเอาไว้ยื่นวีซ่าก่อนก็ได้ แล้วพอวีซ่าผ่านค่อยไปซื้อก็ได้ค่ะ แต่ถ้าใครเป็นสายโหดอย่างเราจ่ายเงินซื้อตั๋วราคาถูกก่อนวันออกเดินทางนานๆ ก็ต้องมานั่งลุ้นกันอีกทีว่าวีซ่าจะผ่านไหม เอิ๊กๆๆ
• สำเนากรมธรรม์ประกันสุขภาพสำหรับการเดินทาง 
กรมธรรม์นี้จะต้องคุ้มครองค่าใช้จ่ายสำหรับการรักษาพยาบาลสำหรับเหตุฉุกเฉิน การเคลื่อนย้ายผู้ป่วยกลับบ้านและต้องมีวงเงินคุ้มครองขั้นต่ำ 30,000 ยูโร ในกลุ่มประเทศเชงเก้น  เพื่อความมั่นใจควรเข้าไปตรวจสอบในเว็บของสถานทูตหรือ VFS และอีกอย่าง ควรจะหากรมธรรม์ที่สามารถคืนเงินได้หากวีซ่าไม่ผ่าน เพราะเราจะได้ไม่เสียเงินโดยเปล่าประโยชน์
• โฉนดที่ดิน หรือ หลักฐานยืนยันความผูกพันกับบ้านเกิด 
อันนี้เป็นเอกสารเพิ่มเติมจากปีก่อนๆ อาจจะเป็นทะเบียนบ้าน หรือเอกสารแสดงความเป็นเจ้าของอสังหาริมทรัพย์ รถยนต์ หรืออะไรก็แล้วแต่ที่หามาได้ ส่วนเรายื่นแต่ทะเบียนบ้านที่มีชื่อเป็นเจ้าบ้านน่ะค่ะ ไม่มีปัญหา
• แผนการเดินทาง 
ควรจะทำแผนการเดินทางแบบกระชับแต่ชัดเจนให้เจ้าหน้าที่เห็นว่าวันนี้ จะทำอะไร ที่ไหน และควรจะแนบใบจองการเดินทาง การเปลี่ยนเที่ยวบินด้วยค่ะ ถ้าอยากจะเพิ่มความชัดเจนให้มากขึ้น แนะนำให้ทำเอกสารแจกแจงรายจ่ายทั้งหมดตั้งแต่ต้นจนจบว่าจะใช้จ่ายทั้งหมดเท่าไหร่ เจ้าหน้าที่จะได้เห็นว่าเรามีเงินเพียงพอที่จะไปเที่ยวโดยไม่ลำบาก
• กรอกแบบสอบถาม สำหรับวีซ่าท่องเที่ยว 

 

อันนี้ขึ้นอยู่กับข้อมูลของแต่ละบุคคล แต่ต้องตอบตามความจริงทุกข้อค่ะ
 
***เอกสารเพิ่มเติม***
อันนี้ยื่นเพื่อเพิ่มน้ำหนักของเหตุผลที่ต้องไปเยือนสวีเดนค่ะ เอกสารในส่วนของเรามีดังนี้นะคะ
จดหมายแนะนำตัวเอง  
ซึ่งจะมีรายละเอียดของตัวเราว่า เป็นใคร อายุเท่าไหร่ พาสปอร์ตเลขที่อะไร ทำงานที่ไหน ทำไมถึงอยากไปสวีเดน หาได้ทั่วไปในอินเตอร์เนตเลยค่ะ หรือถ้าใครอยากได้ตัวอย่างก็หลังไมค์มาได้นะคะ
• จดหมายเชิญ และเอกสารของผู้เชิญ 
เราให้ทางฝั่งคุณพ่อส่งมาให้ค่ะ เนื่องจากเราเขียนในใบยื่นวีซ่าว่าเราจะพาคุณลูกไปหาคุณพ่อค่ะ เลยต้องให้คุณพ่ออกจดหมายเชิญมาเป็นหลักฐาน เรามีคนรับรองสถานะความเป็นอยู่ของเราในสวีเดน จะทำให้มีน้ำหนักมากขึ้น
• หลักฐานการพูดคุยกับคุณพ่อและรูปต่างๆ 
เอามากเท่าที่เราจะหาได้นะคะ เป็นการแสดงให้สถานทูตเห็นถึงความบริสุทธิ์ใจของเราที่จะไปสวีเดนหรือประเทศในกลุ่มเชงเก้น
อ้อ เรายื่นพร้อมกับคุณยาย(แม่เราเอง)เพราะอยากเอาคุณยายไปเที่ยวด้วย เอกสารของคุณยายนั้นก็เหมือนกันกับของเราเลยค่ะ ยกเว้นเอกสารเพิ่มเติมที่ใช้ร่วมกันเพราะยื่นพรอมกัน เรื่องความหนานั้นไม่ต้องพูดถึงเลยล่ะค่ะ  เหมือนเป็นรายงานเล่มใหญ่เล่มหนึ่ง แต่เพื่อความสบายใจไร้กังวลก็ต้องหาหลักฐานที่มีทั้งหมดมาแสดงนะคะ อีกอย่างเราเคยถูกปฏิเสธวีซ่ามาแล้วเมื่อปีก่อน เลยทำให้ต้องทำการบ้านศึกษาหาข้อมูลมากขึ้น ค่าวีซ่าก็ไม่ใช่ถูกค่ะ ถ้าโดนปฏิเสธอีกรอบนี่คงจะเซ็งในอารมณ์มากมายและอาจจะโดนคุณยายบ่นอย่างแน่นอน
ทีนี้มาถึงขั้นตอนการยื่นวีซ่า ทุกวันนี้การยื่นวีซ่าระยะสั้นประเทศสวีเดนและกลุ่มนอร์ดิกทั้งหลายจะยื่นผ่านตัวแทน VFS Global ไม่จำเป็นต้องไปสถานทูตสวีเดนให้ยุ่งยาก
 
 VFS Global อาคาร Trendy Building สุขุมวิท 13 ค่ะ หากใครนั่งรถไฟฟ้าก็สามารถลงที่สถานีนานา แล้วเดินเข้าไปในซอยประมาณ 50 เมตร หรือหากใครขับรถมาก็สามารถนำรถขึ้นไปจอดบนชั้น 5 แล้วเดินลงมาที่ชั้น 1 เพื่อที่จะขึ้นลิฟท์ไปยังสำนักงาน VFS Global ที่อยู่ชั้น 8 (งงไหม)
 
หากใครต้องการข้อมูลเพิ่มเติมสามารถหาได้ที่  https://www.vfsglobal.se/Thailand/Thai/index.html
ขับรถไปถึงประมาณ 8 โมงกว่าๆ ได้คิวที่ 2 เริศจริงๆ ไม่ต้องรอนานเลยค่ะ

 

ไม่ทันได้นั่งให้หายตื่นเต้น เจ้าหน้าที่ก็เรียกให้เข้าไปยื่นเอกสารแล้วค่ะ …ตื่นเต้นมาก เจ้าหน้าที่ก็ค่อยๆตรวจเอกสารอย่างละเอียดทั้งของเราและของคุณยาย เรียบร้อยแล้วก็จ่ายเงินตามใบเสร็จนี้เลยค่ะ
 
หลังจากนั้นก็รอเรียกให้ไปถ่ายรูปและเก็บลายนิ้วมือไว้เป็นหลักฐานทางไบโอเมตริกซ์ตามข้อตกลงของกลุ่มประเทศเชงเก้น ปัญหามันมีอยู่ว่าลายนิ้วมือของเราไม่ค่อยชัดเจนสักเท่าไหร่แต่เจ้าหน้าที่ก็ถือว่าผ่าน ส่วนลายนิ้วมือของคุณยายนั้นไม่ผ่านเลยค่้ะ หุๆๆ เพราะมือแห้งมากทาครีมก็ยังไม่ขึ้น เจ้าหน้าที่ก็เลยแจ้งว่าหากสถานทูตต้องการหลักฐานเพิ่ม ก็จะโทรมาหาค่ะ เอาแล้วววววว….วีซ่าจะผ่านไหมเริ่มรู้สึกกังวลตั้งแต่ยังไม่ก้าวออกจาก  VFS Global แต่ก็ได้แต่ปลอบใจตัวเองว่าเอกสารเราครบนะ หนักแน่นมากพอนะ มีที่อยู่เป็นหลักแหล่งนะ แล้วแต่อะไรที่คิดขึ้นมาปลอบใจตัวเอง เฮ้อ….
ช่วงระยะเวลาที่รอวีซ่านี่แหละค่ะเป็นอะไรที่ทรมานมากนับวันรอเลยค่ะ ยื่นเอกสารวันที่ 6 กุมภาพันธ์
วันที่ 7กุมภาพันธ์      เข้าไปตรวจสอบสถานะ ขึ้นว่า Your application has been successfully                                          submitted.
วันที่ 8กุมภาพันธ์     เข้าไปตรวจสอบสถานะ ขึ้นสถานะเดิม  รอ…
วันที่ 9กุมภาพันธ์     เข้าไปตรวจสอบสถานะ ขึ้นสถานะเดิม  รอ…
วันที่ 10กุมภาพันธ์   (วันเสาร์) สถานทูตปิดทำการ  รอ…
วันที่ 11กุมภาพันธ์   (วันอาทิตย์) สถานทูตปิดทำการ  รอ…
วันที่ 12กุมภาพันธ์   เข้าไปตรวจสอบสถานะ ขึ้นสถานะเดิม  รอ… เริ่มนั่งไม่ติด คิดนู่น นี่ นั่น ถึงขนาด
                                 ถึงขั้นต้องเข้าไปอ่านว่ายื่นอุทธรณ์ยังไง
วันที่ 13กุมภาพันธ์   เข้าไปตรวจสอบสถานะ ขึ้นสถานะเดิม  รอ… ยังไม่คืบหน้าอีกเหรอ 
                                 จะไม่ไหวละนะ ฮือๆๆ
วันที่ 14กุมภาพันธ์   วันวาเลนไทน์ ได้รับ sms จาก VFS มาตอน 13:06 ว่าสถานทูตส่งพาสปอร์ตคืน
                                 มาแล้ว แล้วกำลังส่งอีเอ็มเอสกลับมาให้
กรี๊ด……………….เธอจะเป็น Black Valentine ของชั้นไหม รอๆๆ คืนนั้นขอบอกตรงๆว่านอนไม่หลับ
วันที่ 15 กุมภาพันธ์     รีบตื่นมาเชคสถานะอีเอ็มเอส มาถึงไปรษณีย์บ้านเราแล้ว พอดีวันนั้นลางานทำธุระเลยถือโอกาสดักรอบุรุษไปรษณีย์ผู้ใจดี จริงๆก็แทบพลิกแผ่นดินหา พอได้เอกสารมาแล้ว อารมณ์เหมือนเด็กกำลังเปิดห่อของขวัญ
 
ทำใจอยู่นานเปิดๆๆๆ……ได้ ไม่ได้ ได้ ไม่ได้ ได้ ไม่ได้  ได้ค่ะ  เย่………….ในที่สุดก็ได้มาครอบครองแล้ว ว่ะ ฮ่ะ ฮ่ะ หน้าตามันก็จะออกมาเป็นแบบนี้นะ

 

สิ้นสุดกันทีสำหรับ 9 วันที่ลอยคอ รอคอย วินาทีนั้นรู้สึกว่าโลกเป็นสีชมพูขึ้นมาโดยในทันที ประกาศบอกพ่อแม่พี่น้องบอกเพื่อนออกสื่อ วันนั้นจะอารมณ์ดีเป็นพิเศษใครทำอะไรให้ไม่พอใจก็ไม่สนเลย ฮ่าๆๆ อย่างไรก็ตามเอกสารที่ใช้ยื่นวีซ่านั้นสำคัญเป็นอย่างมาก เจ้าหน้าที่ที่จะอนุมัติวีซ่านั้นเค้าไม่รู้จักเราว่าเราเป็นใคร เค้าก็ต้องมีความอยากรู้อยากเห็นอย่างแน่นอน เนื่องจากเค้าต้องสกรีนคนที่เข้าประเทศในวิธีที่ถูกต้องและกลับมาตรงตามเวลาที่กำหนด เราในฐานะผู้ขอวีซ่าก็ต้องมีหน้าที่สร้างความเชื่อมั่น(ผ่านเอกสาร)ให้สถานทูตเห็นว่าเรามีความบริสุทธิ์ใจที่จะเข้าประเทศและจะไม่อยู่เกินระยะเวลาที่กำหนด อาจจะต้องเสียเวลาทำการบ้านเตรียมเอกสารเยอะหน่อย แต่ผลที่ได้นั้นมันคุ้มค่ากว่าที่เราจะโดนปฏิเสธ
 
ทริปนี้จะไปช่วงวันหยุดสงกรานต์ค่ะ 6-20 เมษายน ศกนี้ เรื่องราวจะเป็นยังไงต้องติดตามตอนต่อไปค่ะ ตั้งแต่เริ่มทริปจนจบทริปเลยนะคะ วันนี้ต้องขอไปนอนก่อนค่ะ บายๆ

Leave a Reply

Fill in your details below or click an icon to log in:

WordPress.com Logo

You are commenting using your WordPress.com account. Log Out /  Change )

Google+ photo

You are commenting using your Google+ account. Log Out /  Change )

Twitter picture

You are commenting using your Twitter account. Log Out /  Change )

Facebook photo

You are commenting using your Facebook account. Log Out /  Change )

w

Connecting to %s